เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของเมืองกาญจนบุรี ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองวัฒนธรรมไทยที่ยังมีลมหายใจ ครั้งนี้ ทางเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เชิญไปเยี่ยมชมในฐานะสื่อมวลชนค่ะคุณขา ซึ่งมาดามเม้าท์ยินดีเป็นอย่างยิ่ง พอก้าวเท้าเข้าไปในเมืองนี้ มาดามเม้าท์พบว่า มันฉุดความทรงจำวัยเด็กที่แสนเลือนรางกลับมา แถมยังทำให้ภาพจินตนาการที่ได้อ่านจากบทประพันธ์เรื่อง “ทวิภพ” ของทมยันตีให้กระจ่าง สว่างต่อหน้าในหลายตอนเลยทีเดียว ใครที่ชอบบรรยากาศแบบไทยแท้สมัย ร.ศ.124 ในรัชการที่ 5 ตามมาเที่ยวไปกับมาดามเม้าท์ได้เลยจ้า

เส้นทางการเดินทาง

เมืองมัลลิกาตั้งอยู่ตรงทางเข้าประสาทเมืองสิงห์ ติดปั๊มบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญฯ ห่างจากตัวเมืองกาญ 32 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจากกรุงเทพ

มัลลิกา ร.ศ. 124

เตรียมตัวเข้าชมเมืองมัลลิกายังไงบ้าง

เมืองมัลลิกา เปิดตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 ค่ะคุณขา  โดยได้จัดจำหน่ายบัตรในราคาโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดเมือง ( จนถึงสิ้นเดือนพ.ย. นี้เท่านั้นนะจ๊ะ)  รายละเอียดดังนี้จ้า

****บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท/ท่าน****
*****เด็ก  ราคา 75 บาท/ท่าน****

มัลลิกา ร.ศ. 124

ราคานี้ ทางเจ้าหน้าที่บอกว่ารวมค่าชุดไทยแล้วนะคะเธอ แต่ถ้าอยากดูเป็นเศรษฐีนีมีเครื่องทองทรงก็เพิ่มอีก 50 บาท ได้ดูร่ำรวย สวยทองระยิบสมใจ

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ยืมเครื่องทองเพิ่มชุดละ 50 บาท

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

แต่ถ้าเราอยากจะเข้าชม พร้อมรับประทานอาหารโบราณหาชิมได้ยากและชมการแสดงโชว์
บัตรเข้าชมราคาอยู่ที่

*****ผู้ใหญ่ 550 บาท/ท่าน****
****สำหรับเด็ก 350 บาท/ท่าน *

หมายเหตุ :
*เด็กสูง ต่ำกว่า 80 ซม. เข้าฟรี / สูงระหว่าง 80-120 ซม.-ราคาเด็ก / สูงเกิน 120 ซม. -ราคาผู้ใหญ่

ปัญหานิดหน่อยของการเข้าชมเมืองมัลลิกาในวันเทศกาล

วันที่มาดามเม้าท์ไปเป็นวันลอยกระทง คือคนแบบล้านแปดมากเธอเอ้ย เพราะงั้น ในส่วนของการเปลี่ยนชุดไทยเลยค่อนข้างฉุกละหุก คับคั่ง เหมือนอยู่หลังเวทีงานเดินแบบแฟชั่นโชว์ก็ไม่ปาน พนักงานที่ช่วยใส่ชุดมีไม่เพียงพอกับนักท่องเที่ยวอันล้นหลาม เครื่องประดับที่ให้ยิมมีไม่พอกับความต้องการดู “แพง” ของผู้หญิงตั้งแต่วัยสายแรกรุ่น จนไปถึงสาวน้อย และด้วยความที่ชุดไทยทุกชุดน้าน จะถูกส่งไปซักรีดใหม่ทุกครั้งก่อนส่งกลับมา ณ จุดยืมชุดแห่งนี้ เลยยิ่งทำให้ไม่ทันการณ์ อิเจ้นี่เลยคว้าผ้าโจรง ผ้าแถบมาห่มเอง ใส่เองอย่างคล่องแคล่ว ดีที่มีเข็มขัดเงินจากการใส่ซิ่นในทริปเวียงจันทร์เมื่อวานนี้ เลยทำให้มาดามเม้าท์แต่งตัวได้เอง แถมเผื่อแผ่ไปแต่งให้น้องๆสื่อมวลชนสาวๆที่มาด้วยกันอีก 2-3 ท่าน

ตรงนี้มาดามเม้าท์ได้สอบถามทางพีอาร์ ได้ความว่า ทางเมืองมัลลิกาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีคนมามากมายขนาดนี้ค่ะคุณขา เห็นว่าต้องซื้อผ้าแถบผ้าโจงใหม่กันทุกวัน ให้ปริมาณพอกับผู้มาเยี่ยมชมที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน เพราะตั้งแต่เปิดเมืองมาก็มีผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสายจนจับต้นชนปลายไม่ทัน ก็เลยต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป

มัลลิกา ร.ศ. 124

ลองขึ้นไปนั่งรถลากซักนิด
เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

อุ้ยตาย .. มุมตรงหน้าประตูเมืองก็งามนั่ง วิ่งลงจากรถลากมาสะบัดสไบซักรูป

มัลลิกา ร.ศ. 124

กรุณามองข้ามรองเท้าอิชั้นไปนะเจ้าคะ ฮ่าๆๆๆ
อิชั้นเพิ่งลงเรือเหาะจากทริปเวียงจัน จากนั้นก็จัดกระเป๋ามานี่เลย
เลยทรงร่างได้ครึ่งๆกลางๆเยี่ยงนี้

แต่งเนื้อแต่งตัวกันเสร็จแล้ว ก็เตรียมเข้าชมเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 นี้อย่างสง่าสมฐานะกันด้วยรถลาก

มัลลิกา ร.ศ. 124

ซึ่งอิป้านี่มัวแต่สะบัดสไบอยู่นาน 2 นาน กว่าจะได้ภาพที่ถูกใจ
แหงะมาอีกทีขบวนรถลากไปนู่นแล้ว

มัลลิกา ร.ศ. 124

โถๆๆๆๆ .. ทำไมทุกคนทำกับมณีจันทร์เยี่ยงนี้เจ้าคะ มณียิ่งผิวขาวบอบบาง
จะให้เดินเข้าเมืองไปแบบนี้ได้เยี่ยงไรกันเจ้าคะ

แต่อุ๊ปส์!!! ตรงนั้นช่างงานดี วิวดี มณีเดินเข้าไปเองก็ได้เจ้าค่ะ  อุคริ อุคริ

มัลลิกา ร.ศ. 124

เข้าสู่พิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559  (ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ถือเป็นวันลอยกระทงประจำ ปีพุทธศักราช 2559 หรือ ร.ศ.235 ณ มัลลิกา ร.ศ. 124 กันอย่างเต็มรูปแบบแล้วเจ้าค่ะ

ภายในเมืองมัลลิกา ร.ศ.124

นายพลศักดิ์ ประกอบ ผู้ก่อตั้งเมือง มัลลิกา ร.ศ. 124

ด้วยความที่ “คุณพลศักดิ์ ประกอบ” ผู้ก่อตั้งเมืองมัลลิกา อยากจะสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เหมือนมีชีวิตจริงๆขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดถึงวิถีชีวิต และ ภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่อยากท่องเที่ยวแบบถึงแก่น ไม่ต้องการมาชื่นชมเพียงเศษซากหรือร่องรอยทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือจากอดีตถึงปัจจุบัน แต่ไม่รู้ซึ้งถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งส่งต่อความทรงจำอันงดงามในอดีตที่เกือบจะเลือนหายสู่คนรุ่นหลัง

มัลลิกา ร.ศ. 124

เลยสร้างเมืองมัลลิกา โดยจำลองให้เหมือนในช่วง ร.ศ.124 หรือในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ซึ่งมีการประกาศเลิกทาส ที่จะมีความหลากหลายของวัฒนธรรม การใช้ชีวิตของสยาม เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้านเรามีการแลกเปลี่ยนทางสังคม วัฒนธรรมกับต่างชาติ เลยเป็นที่มาของเมืองวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจนี้นี่เอง

พอก้าวข้ามประตูมา มาดามเม้าท์เหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกนึง เหมือนโลกของคุณหลวงอัครเทพวรากร ในบทประพันธ์เรื่อง “ทวิภพ” ของคุณหญิงทมยันตี ก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างตรงหน้า ไม่ว่าจะผู้คน ข้าวของสถาปัตยกรรม มันช่างเหมือนจริงจนขนลุก

มัลลิกา ร.ศ. 124

เหมือนจริงจนกระทั่งผู้คนที่นี่ จะพูดลงท้ายด้วยคำว่า “เจ้าค่ะ” และ “ขอรับ” กันทุกคน
เรือนไทยที่ตั้งอยู่ตรงหน้า มันมโหฬารอลังการจนอึ้งค่ะคุณขา แต่ก่อนจะพาชมเรือนไทย ขอให้ข้อมูลสั้นๆเกี่ยวกับแต่ละเรือนนิดนึง

มัลลิกา ร.ศ. 124

ในพื้นที่ 60 ไร่ภายในเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ประกอบด้วยเรือนไทย 4 ประเภท แต่ละเรือนจะสะท้อนภาพสถานะของผู้อยู่อย่างชัดเจน เริ่มจาก

เรือนเดี่ยว

เป็นเรือนชาวบ้าน เป็นที่อยู่ของชนชั้นกรรมมาชีพ ชาวนา มีหน้าที่ผลิตปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพ ด้วยการทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกผัก  ณ เรือนนี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งต่อไปใช้ในเรือนครัว กระบวนการสีและตำข้าวแบบโบราณเพื่อให้ได้ข้าวสาร

มัลลิกา ร.ศ. 124

เรือนเดี่ยว

มัลลิกา ร.ศ. 124

ความเป็นอยู่ของเจ้าของเรือนเดี่ยว ข้าวก็ต้องหุงหม้อดินเผา

มัลลิกา ร.ศ. 124

อุปกรณ์ครัวก็แสนจะขลังนะเจ้าคะ .. พูดเลย

มัลลิกา ร.ศ. 124

โซนนี้เป็นโซนแรกที่อิชั้นเข้าไปพบเจอเจ้าค่ะ อุ้ย ร้านรวงขายขนมเต็มไปหมด
อ๋อ มณีจันทร์ (อุปโลกตัวเองเสร็จสรรพ) ขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ตอนเข้ามาจะมีการแลกเงินอัฐเข้ามาแล้วนะเจ้าคะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

อัตราแลกเปลี่ยนคือ 5 บาท = 1 สตางค์
มีให้ทั้งเหรียญ 1,2,5,10 สตางค์ กันเลยทีเดียว

ขนมในโซนนี้ ราคาชิ้นละ 1-2 สตางค์ค่ะคุณขา ก็เป็นขนมหายากทั้งนั้น บางอย่างก็ยังมีขายแต่รสชาติก็เพี้ยนไปเยอะ พอมาเจอขนมโบราณขนานแท้ของที่นี่ เลยทำให้มณีถึงกับฟาด .. อุ๊ย!! รับประทานทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างเช่น ขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมจ่ามงกุฏ ขนมทองเอก  ขนมหยกมณี ขนมบุหลันดั้นเมฆ ขนมชั้น ขนมถ้วยฟู ขนมจีบไทย ขนมน้ำดอกไม้ ขนมเรไร ขนมเปียกปูน ขนมไข่ปลา ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ข้าวเกรียบว่าว

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ภาพการตาก การลอกข้าวเกรียบว่าวที่หาดูมากแล้วเจ้าค่ะในยุคนี้

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

เรือนเดี่ยวเรือนนี้ขายข้าวเกรียบว่าว

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ภาพนี่เหมือนจนอิชั้นขนลุก ฝ่ายบุคคลที่นี่เค้าช่างแคสติ้งพนักงานนะเจ้าคะ

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

มณีจันทร์ก็ทำงานครัวได้นะเจ้าคะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

ถัดมาคือเรือนคหบดี

มัลลิกา ร.ศ. 124

ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชั้นปกครอง กิจกรรมบนเรือนแห่งนี้จะเน้นงานไปที่งานฝีมือ อย่างงานใบตอง งานดอกไม้ งานเครื่องแขวน งานแกะสลักผลไม้ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะแสนประณีตที่หาชมได้ยาก อีกหนึ่งในความพิเศษของเรือนนี้คือ พื้นที่เรือนครัว ที่จะสะท้อนวิถีชีวิตการทำอาหารอย่างวิจิตรงดงามของคนสมัยก่อน ช่วยคืนชีพหลากหลายภูมิปัญญาที่แทบจะสูญหายไปแล้ว เช่น การหุงข้าวเตากระทะ การประกอบอาหารคาวหวานตามแบบฉบับโบราณแท้ๆ โดยผลงานจากเรือนครัวทั้งหมดนี้ จะถูกส่งต่อไปใช้ประโยชน์จริง ไม่ว่าจะเป็น พวงมาลัยจะนำไปใช้สำหรับต้อนรับแขก เช่นเดียวกับอาหารคาว-หวานจะนำไปใช้เลี้ยงพนักงานทุกคนในเมืองจำลอง

มัลลิกา ร.ศ. 124

งานกรองมาลัย

มัลลิกา ร.ศ. 124

งานใบตอง

มัลลิกา ร.ศ. 124

ช่างฝีมือที่รังสรรค์งานปราณีต

มัลลิกา ร.ศ. 124

ทางพีอาร์เล่าให้ฟังว่า พนักงานที่นี่ จะถูกฝึกฝนจนชำนาญ เรียกว่าถูกอบรมจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในแขนงวิชานั้นๆ เป็นการทุ่มทุนกับบุคลลากรอย่างจริงจังยิ่งค่ะคุณขา

มัลลิกา ร.ศ. 124

เรือนแพ

เป็นที่ตั้งของร้านค้าต่างๆ จำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีต ซึ่งเส้นทางหลักในการสัญจรไปมา คือทางน้ำ ดังนั้นเรือนแพเหล่านี้จึงปลูกไว้ริมน้ำ รายล้อมไปด้วยร้านค้ามากมาย

มัลลิกา ร.ศ. 124

ร้านที่มาแล้วพลาดไม่ได้ คือ ร้านกาแฟตงฮู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านกาแฟที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นจริงๆ เพราะมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟสดจากต่างประเทศเข้ามาใช้ ถัดมาคือร้านข้าวแกงที่สร้างจุดขายได้อย่างน่าสนใจด้วยการนำเมนูข้างแกงที่รัชกาลที่5 ทรงโปรด มานำเสนอเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารแบบไทยแท้แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายของชำร่วย เพื่อเป็นตัวแทนความทรงจำให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้ออีกด้วย

เรือนหมู่

เป็นเรือนสำหรับรับแขกบ้านแขกเมืองของคหบดี โดยปกติเรือนเหล่านี้มักมีคณะนาฏศิลป์ของตัวเองสำหรับรับแขก ดังนั้นเรือนนี้จะสะท้อนวิถีชีวิตของนาฏศิลป์ไทย รวมทั้งความวิจิตรบรรจงของสำรับกับข้าวไทยที่ขึ้นชื่อทั้งรสชาติและหน้าตาอาหาร ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะเป็นเรือนหมู่ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วยเรือนแพซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้าต่างๆ จำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีต ซึ่งเส้นทางหลักในการสัญจรไปมา คือทางน้ำ ดังนั้นเรือนแพเหล่านี้จึงปลูกไว้ริมน้ำ รายล้อมไปด้วยร้านค้ามากมาย

มัลลิกา ร.ศ. 124

และแน่นอนว่า งานเลี้ยงรับรองในค่ำคืนนี้ ก็จัดที่เรือนหมู่นี่เอง แอบไปดูการตระเตรียมของหวาน คาวกันดีกว่าเจ้าค่ะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

อู้โห .. ขนมตาลแบบคั้นเนื้อตาลให้เห็นกันจะจะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

เสร็จแล้วก็มายีเนื้อออก

มัลลิกา ร.ศ. 124

มัดด้วยผ้าขาวบาง ทับน้ำออกข้ามคืน ถึงเอาเนื้อตาลมาทำขนมได้
ดูละเมียดละไมมั้ยล่ะเจ้าคะ

มาดูทางอาหารคาวกันบ้าง

มัลลิกา ร.ศ. 124

มัสมั่นไก่ แกงบวน น้ำพริกขี้กา และหมี่กรอบชาววังใส่เปลือกส้มซ่า
นี่คือหลุดเข้ามาสู่นวนิยายเรื่องทวิภพอีกแล้วเจ้าค่ะอิชั้น

มาดูบรรยากาศของเรือนหมู่ยามค่ำคืนที่ใช้เป็นเรือนรับรองแขกผู้มาเยือนในค่ำคืนนี้นี้กันเจ้าค่ะ

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ขึ้นเรือนมาก็เจอมาลัยกับช่อดอกกุหลาบแซมด้วยจำปีหอมๆที่หน้าเรือน

มัลลิกา ร.ศ. 124

สำรับพร้อม

การแสดงพร้อม

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ช่างเป็นค่ำคืนที่เพลิดเพลินเจริญใจอย่างยิ่งเจ้าค่ะ
มณีจันทร์เหมือนได้ย้อนเวลาไปหาคุณหลวงเทพที่เรือนคุณหญิงแสร์จริงๆ
นั่งรับประทานอาหาร พร้อมขอพรจากดวงจันทร์ Super Moon ในค่ำคืนนั้น

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

อิชั้นเหมือนอยู่ในฝันจริงๆเจ้าค่ะ

รับประทานอาหารเสร็จแล้ว มณีจันทร์ก็ลงเรือนไปชมการประกวดกระทงที่ข้างล่างเรือน ซึ่งทางเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 ตั้งความหวังไว้ว่า จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองเทศกาลลอยกระทงในปีต่อๆไป ตามไปดูดีกว่าว่าจะจัดได้ยิ่งใหญ่แค่ไหนเจ้าค่ะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

บรรยากาศการประกวดกระทงที่ลานเรือนหมู่ เต็มไปด้วยกระทงสวยงาม ปราณีตสุดๆ แบบที่แม่หญิงลิงแสมอย่างอิชั้นคงทำไม่ได้

มัลลิกา ร.ศ. 124

อีกกระทง

มัลลิกา ร.ศ. 124

หัวหน้าช่างทำดอกไม้ของที่นี่เจ้าค่ะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

งดงามมั้ยเจ้าคะ

ไปลอยกระทงกันดีกว่าเจ้าค่ะ

มัลลิกา ร.ศ. 124

ก่อนกลับ อิชั้นได้แวะไปร้านข้างเหนียวสังขยาอีกครา เพราะติดใจในรสหอม หวาน ละมุนติดลิ้นมากเจ้าค่ะ ขนมที่นี่อร่อยทุกรายการจริงๆ

มาดามเม้าท์เที่ยวเมืองมัลลิกา ร.ศ.124

จบการพาเที่ยว “เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ” เอาไว้แต่ค่ำคืนนี้นะเจ้าคะ
มณีจันทร์ต้องข้ามกระจกทวิภพสู่โลกแห่งความจริงในปีพุธศักราช 2559 แล้วเจ้าค่ะ
หวังว่าการพาเที่ยวในครั้งนี้ จะพึงใจใครหลายๆคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศแก่นแท้ของสยามในอดีตกาล ที่หมุนมาบรรจบให้เห็นที่นี่ ส่วนค่ำคืนนี้มณีจันทร์ เอ้ย … มาดามเม้าท์ขอลาไปก่อนเจ้าค่ะ

กราบ…