จากการที่มาดามเม้าท์เกิดระลึกถึงแก๊งค์เพื่อนรักขึ้นมา เลยไลน์ไปหาฮิมค่ะคุณขา คุยไปคุยไป ฮิมเกิดคึก อยากไปเที่ยวในวันหยุดยาว 3 วันข้างหน้าที่จะถึงนี้  แล้วเส้นทางที่เลือกมาคือ “เขาใหญ่” แล้วแบบว่า ต้องเดินทางอีก 2 วันข้างหน้า แล้วมีโจทย์ว่า อยากไปแค่ 2 วัน 1 คืน ต้องได้ไปดูดอกไม้ที่ดาษดา แกลอรี่ ไปนอนที่เขาใหญ่สัมผัสธรรมชาติ และต้องตบท้ายด้วยการได้ระเริงชลเล่นน้ำให้ฉ่ำใจ  อิคนคิดโปรแกรมเที่ยวอย่างอิชั้นนี่เพลียใจจริงๆ

และพอนัดแนะรวมพลกันแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ “หาที่ซุกหัวนอน” ซิจ๊ะ
ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่ยังเหลือบ้านพักอุทยานหลังสุดท้ายให้พวกเรา
การเดินทางเลยเริ่มขึ้นแบบฉุกละหุกสุดๆ
แต่สนุกหลุดโลกจึงเกิดขึ้นด้วยประกาละฉะนี้

พร้อมแล้ว เราไปเที่ยวกันเลยค่า

ดาษดา แกลอรี่ (Dasada Gallery)

เส้นทางการเดินทาง

การเดินทางจากกรุงเทพในทริปนี้ ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง ก็ถึงแล้วค่ะคุณขา

พอถึงที่หมายเราก็ตรงดิ่งไปซื้อตั๋วเข้าชม ซึ่งปีนี้ราคา 100 บาทถ้วน ถูกกว่าปีที่แล้วที่คิดค่าเข้าประมาณ 200 บาท
พอเข้าไปด้านหน้า รู้เลยว่าทำไมคิด 100 เดียว เพราะความอลังการทางด้านทางเข้า ดูดรอปไปกว่าปี่ก่อนๆที่เคยเข้ามามาก

ดาษดา แกลลอรี่เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่มา ดอกไม้นี่บานสะพรั่งตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงเรือนกระจกแสดงพันธุ์ไม้เลย
แต่ปีนี้ดูลดความสำคัญของการแสดงพันธุ์ไม้ด้านนอกไปเยอะ ดูได้จากกล้วยไม้ในภาพ

ดาษดา แกลอรี่

แต่ไม่เป็นไรค่ะเธอ ค่าเข้าที่ถูกลงอาจเป็นเพราะเหตนี้ (มั้งนะ)

จุดที่เพิ่มเข้ามาจากปีที่แล้วคือ เรือนแสดงนิทรรศการภาพถ่ายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ที่จัดแสดงภาพถ่ายของพระองค์ทั่นในช่วงเวลาต่างๆกัน ดูเรียบง่ายแต่งดงาม

ดาษดา แกลอรี่

พันธุ์ไม้ที่เห็นในรูปทั้งหมด เป็นของจริงหมดค่ะคุณขา
สวยงาม เรียบง่าย แต่ทรงพลัง

ดาษดา แกลอรี่

โซนถัดไปเป็นเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก มีทั้งไก่ตัวเล็กๆขนสวยๆ ที่บางคนเรียกไก่ฟ้า
แต่บ้านอิชั้นเรียกไก่ต๊อก ห่านขนงามๆ และที่ดูจะตื่นตาสุดคือ “นงยูง”

ดาษดา แกลอรี่

ถ้าเมื่อก่อน นักท่องเที่ยวจะต้องเหยียบน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าไป แต่ปีนี้ไม่มีนะ เปิดประตูเข้าไปได้เลย
ในเรือนนี้นอกจากสัตว์ตระกูลเป็ด ห่าน และไก่ฟ้าแล้ว ยังนกยูงทั้งแบบขนสีเขียวมรกต แล้วก็นกยูงสีขาว
ซึ่งบางตัวนั้นก็ไมิได้เกรงกลัวคนเลย คือแบบเดินไปเจอฮิมต้องหลบนะจ๊ะ ฮิมปรายตามองแต่ไม่หนี นัยย์ว่า

“นี่ถิ่นฉัน หล่อนถอยไป”

คือสามารถถ่ายรูประยะใกล้ขนาดนี้ได้เลยแหละ
แต่ห้ามจับ ลูบ ดึงขนของทุกตัวนะจ๊ะ

ดาษดา แกลอรี่

ถัดจากเรือนนก ก็เป็นทางที่มุ่งตรงไปทางแกลอรี่จัดแสดงดอกไม้
p1140115

แต่จะผ่านโซนขายอาหารกลางน้ำไว้ให้บริการระหว่างทาง
ซึ่งจริงๆแล้วที่ดาษดา แกลอรี่จะมีห้องอาหารติดแอร์เย็นฉ่ำบริการนักท่องเที่ยวอยู่แล้วค่ะคุณขา
แต่ที่แพกลางน้ำนี้ อาการราคาจะย่อมกว่า เป็นราคาที่เรารับได้ มีทั้งส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว หมูสะเต๊ะ

ดาษดา แกลอรี่

การซื้ออาหาร ต้องแลกคูปองก่อนนะจ๊ะสำหรับจุดนี้ ซึ่งก็อยู่ตรงทางเข้านั่นแหละ
สำหรับในวันหยุดยาวๆ คนที่เ้ขามาใช้บริการค่อนข้างคับคั่ง
มาดามเม้าท์แนะนำให้หาอะไรกินรองท้องมาบ้างก็ดี เพราะโต๊ะที่มีค่อนข้างจะไม่พอ

ดาษดา แกลอรี่

ถ้าใครไปกันเองไม่มีเด็กๆไปด้วย ก็ไม่น่าห่วงอะไรแหละ แต่ถ้าไปเป็นครอบครัวแล้วมีเด็กๆด้วย
คงต้องเตรียมของกินให้เด็กรองท้องไว้บ้าง เพราะคิวค่อนข้างยาวเลยค่ะเธอ

เข้าสู่อาคารแสดงพันธุ์พืชและดอกไม้

ดาษดา แกลอรี่

จุดเด่นของการแสดงดอกไม้ของที่นี่ สำหรับอิชั้นคือกล้วยไม้
และในส่วนของปีก่อนๆคือลิลลี่นานาพันธุ์

แต่ในปีนี้ ดูเหมือนจะลดความเอิกเกริกลง พันธุ์ไม้ที่เห็นที่เด่นๆก็คือกล้วยไม้เหมือนเดิม แต่ไม่มีลิลี่

ดาษดา แกลอรี่

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสับปะรดสี
ดอกไม้ดอกเล็กวางเรียงให้เหมือนทุ่งหญ้าดอกไม้น้อยๆ แต่ก็ถ่ายรูปออกมาได้สวยมาก

ดาษดา แกลอรี่

รูปนี้บังเอิญได้มุมที่คุณพี่ท่านนี้นั่งอยู่เลยถ่ายมาได้ สวยงามมากๆ
แต่ไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของภาพ เลยต้องเบลอหน้าไว้ค่ะคุณขา

ดาษดา แกลอรี่

กล้วยไม้สีแปลกๆที่ไม่เคยเห็น ก็จะจเอได้ที่นี่เลย

ดาษดา แกลอรี่

กล้วยไม้อีกชนิดที่ถ่ายมาได้

ดาษดา แกลอรี่

มุมทุ่งดอกไม้ที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยงามอีกรูป

และสำหรับภาพประทับใจที่สุดของมาดามเม้าท์
คือภาพนี้ค่ะคุณขา

ดาษดา แกลอรี่
มีห้องฉายภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอยู่ในโซนนี้ให้เราเข้าไปชมด้วย
นั่งดูไปเรื่อยๆพาลน้ำตาจะไหลได้เหมือนกัน

ดาษดา แกลอรี่

จริงๆจะมีการแสดงน้ำพุเต้นระบำด้วยตอนประมาณ 6 โมงเย็น แต่พวกเราตัดสินใจไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำวังบอนกัน
เลยออกมาก่อนค่ะคุณขา แต่จริงๆแล้วถ้าใครเข้ามาชมดอกไม้ช่วงเช้า แล้วอยากกลับมาชมระบำน้ำพุอีกทีตอนเย็นก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องซื้อบัตรใหม่นะ แค่เอาบัตรให้เจ้าหน้าที่ก่อนออกมา เจ้าหน้าที่ก็จะปั้มตรายางที่บัตรกะที่แขนเราเอาไว้ พอเรากลับมาก็แสดงตราปั้ม 2 จุดนี้ให้เจ้าหน้าที่ดู ก็เข้าได้แบบไม่ต้องซื้อบัตรใหม่ค่า

ก่อนออกไปเที่ยวเขื่อน ขอเข้าห้องน้ำหน่อยเหอะ ไม่ไหวละ

ดาษดา แกลอรี่

พามาดูบรรยากาศในห้องน้ำกันดีกว่า

ดาษดา แกลอรี่

ห้องน้ำที่นี่ สวย ร่มรื่น บรรยสกาศดีมากๆเธอเอ๋ย
ห้องน้ำสะอาดสะอ้านดี มีสายฉีดให้

ดาษดา แกลอรี่

ที่ดีงามคือมีทิชชู่ให้ด้วย ใครที่จะเข้าห้องน้ำที่นี่ไม่ต้องพกทิชชู่เช็ดน้องเข้าไปด้วยนะจ๊ะ
เค้ามีให้อยู่แล้ว

ดาษดา แกลอรี่

แต่ที่เก๋กว่านั้น คือห้องน้ำโซนนอกสุดนี่ ติดสระน้ำเล็กๆด้วยคร่า
ปลดทุกข์ไปด้วย ฟังเสียงน้ำไหลไปด้วย ดี๊ดี!

ดาษดา แกลอรี่

เข้าห้องน้ำเรียบร้อย ก็ได้เวลาโบกมือลา “ดาษดา แกลอรี่ (Dasada Gallery)” กันแล้ว
ขออีกซักรูปกับมุมกวางกินหญ้าที่อิชั้นชอบมากๆ

ดาษดา แกลอรี่

ระหว่างทางเดินกลับไปลานจอดรถ มาดามเม้าท์ก็สะดุดตากับตรูดสีชมพูของใครคนนึง
เค้ามองอะไรอยู่นิ

ดาษดา แกลอรี่

อ๋อ ..พี่หมีเค้าส่องดูดอกไม้ในเรือนกระจกนี่เอง
แหมๆ .. มีถือดอกไม้ด้วยนะจ๊ะ

อ่างเก็บน้ำวังบอน

อ่างเก็บน้ำวังบอน

จุดหมายต่อมาของเราคืออ่างเก็บน้ำวังบอน ที่อยู่ก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ที่นี่เป็นอ่างเก็บน้ำที่เราสามารถกางเต๊นท์ได้ มีห้องน้ำสะอาดๆให้ มีกิจกรรมพายเรือคายัคไปชมน้ำตกน้อยๆตรงกลางอ่างเก็บน้ำด้วยค่ะคุณขา

อ่างเก็บน้ำวังบอน

ตรงกลางอ่างเก็บน้ำ จะมีน้ำตกเล็กๆ 2 แห่งนะ น้ำตกใหญ่กว่าเค้าไม่อนูญาตให้ขึ้น
ส่วนน้ำตกที่ 2 ที่เล็กกว่า ยังให้ไต่ขึ้นไปชมได้จ๊ะ

อ่างเก็บน้ำวังบอน

มีจุดเล่นน้ำใกล่้ฝั่งสำหรับเด็กๆ

ดาษดา แกลอรี่

แต่พอไปถึง เพื่อนๆดันไม่กล้า เพราะกลัวความเวิ้งว้างของผืนน้ำ อิชั้นเลยต้องพาทุกคนไปที่หมายใหม่ คงได้กลับมาทริปหน้าละค่ะคุณขา ทริปนี้ เอาภาพเมื่อ2 ปีก่อนที่เคยไปเที่ยวมาโพสให้ดูไปพลางๆ

จุดที่น่าถ่ายรูปของที่นี่คือแนวสันเขื่อนที่สวยมากๆ แล้วก็เป็นโลเคชั่นที่บัณฑิตของมหาวิทลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือใช้ในการถ่ายรูปชุดครุยกันเสมอ ก็มันสวยมากนี่ค่ะคุณขา

อ่างเก็บน้ำวังบอน

น้ำตกเหวนรก

ออกจากอ่างเก็บน้ำวังบอน เราก็ผ่านด่านเข้าสู่เขตอุทยานกันค่ะคุณขา
ค่าเข้าสำหรับรถยนต์อยู่ที่ 50 บาท และค่าเข้ารายคน คนละ 40 บาท แล้วเราก็ดิ่งตรงสู่น้ำตกเหวนรก

น้ำตกเหวนรก

น้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่ลงเล่นไม่ได้ แต่การได้ไปยืนมองตัวน้ำตกในระยะที่สัมผัสละอองน้ำได้นี่
ถือเป็นความสุขที่คุ้มค่าเลยจริงๆ  เพราะระหว่างทางที่เราเดินไป ก็จะได้เห็นต้นไม้ที่ยังอุดมสมบูรณ์
อากาศก็เย็นสบาย หายใจโล่งปอดสุดๆ

น้ำตกเหวนรก

บันไดทางขึ้นลงที่ทอดยาวไปถึงตัวน้ำตกเหวนรกค่อนข้างชันมาก
ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องหัวเข่า ข้อ อาจต้องขอโบกมือบ๊ายบายกันเลยทีเดียว แต่สำหรับอิชั้น
ผู้ปีนหน้าผา และต่อยมวย 3 ใน 7 วันต่ออาทิตย์นั้น ยังถือว่ายังสบายๆ

น้ำตกเหวนรก

ชันจนเกือบจะทำมุม 90 องศาเลยก็ว่าได้นะบันไดนี้
แต่พอถึงจุดชมวิวแล้ว ความเหนื่อยก็สลายหายไปแบบฉับพลัน

น้ำตกเหวนรก

ขอชักภาพซักรูป

p1140683

หายเหนื่อยกันเลยทีเดียวเชียวค่ะคุณขา
พวกเรานั่งชมน้ำตกให้พอหายเหนื่อย ก็เดินกลับกันมา
แต่ระหว่างทางพวกเราได้เจอเจ้าหน้าที่ของอุทยาน และตั้ม (คุณสามี) ก็เคยเรียนมหาลัยที่นี่มาก่อน เลยรู้ว่า
เราสามารถขึ้นไปชมวิวน้ำตกบนจุดสูงสุดของอุทยานได้ถ้ามีเจ้าหน้าที่ดูแล

ไวเท่าความคิด เราก็ปรี่ไปขอเจ้าหน้าที่ให้นำทางให้
และหลังจากการเดินฝ่าป่าแบบไม่มีทางคอนกรีตปูให้เดินเกือบ 30 นาที
เราก็มาถึงจุดสูงสุดของการชมน้ำตกเหวนรกแบบนี้

วิดีโอที่โพสต์โดย Madammouth (@madammouth) เมื่อ

เหนื่อย … แต่คุ้ม!!

พวกเราอยู่ตรงจุดนี้กันแค่ 20 นาที เพราะเริ่มเย็นมากแล้ว เกรงใจพี่เจ้าหน้าที่อุทยานด้วย
เลยรีบเดินกลับลงมา ระหว่างทางก็ได้ชื่นชมธรรมชาติรอบๆตัวที่เป็น “ป่า” จริงๆ เพราะทางเดินชมน้ำตกด้านล่าง
มีการอำนวยความสะดวกโดยการทำทางคอนกรีตให้ แต่ด้านบนคือธรรมชาติล้วนๆ

น้ำตกเหวนรก

ความชื้นของป่าที่นี่ เลยทำให้เห็นเห็ดแปลกๆ มอส ไลเคนตามทางแบบละลานตา
ลืมความเครียด ความทุกข์ ความวุ่นวายทุกสิ่งไปชั่วขณะ
และที่ติดตาติดใจมากคือ ต้นไม้ต้นนี้

น้ำตกเหวนรก

ลำต้นเหมือนจะโอบกอดเราได้เลย สวยมากจนอดใจถ่ายรูปด้วยไม่ได้
ออกจากน้ำตกเหวนรก เราก็มุ่งตรงสู่ที่พัก ซึ่งเป็นบ้านพักของอุทยานฯ กันเลย เพราะค่อนข้างเย็นแล้ว
อากาศเย็นสบายๆ แค่ 19-20 องศา

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ก่อนเข้ามาที่บ้านพัก เราต้องวนรถไปรับกุญแจตรงที่ทำการอุทยานก่อนค่ะคุณขา
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะให้แผนที่บ้านพักมาด้วย บ้านพักหลังนี้ มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีเตียง 8 เตียง

พอเรามาถึงบ้านพัก ก็กินข้าวที่ซื้อมาจากด้านนอกอุทยาน อาบน้ำ
นั่งคุย เล่นเกมส์ทายคำที่โครตจะสนุกกันไป จน 4 ทุ่มก็แยกย้ายกันเข้านอน

ตื่นเช้าขึ้นมา เราก็กินกับข้าว กินผลไม้ที่เหลือจากเมื่อวานรองท้องกันก่อน
โดยมีแขกพิเศษมายืนทำตาปริบๆขอกินข้าวด้วย

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

แต่ด้วยกฏของทางอุทยาน ว่าด้วยการขอความร่วมมือไม่ให้อาหารสัตว์ป่า เพราะจะทำให้พฤติกรรมธรรมชาติของเค้าเสียไปได้ พวกเราเลยได้แต่ทักทาย แต่ก็ไม่กล้าจับเค้านะ เพราะกลัวกลิ่นเราจะติดตัวเค้าเข้าไปในป่าด้วย
และไม่ได้ให้ของกินฮิมค่ะคุณขา เพิ่งเห็นกวางตัวใหญ่ในระยะใกล้ขนาดนี้

จากนั้นเราก็โบกมือลากวางน้อย และบ้านพัก มุ่งหน้าไปเที่ยวเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายกกันต่อ
เล่นน้ำกันจนเย็นย่ำ ก็ได้เวลากลับกรุงเทพกันแล้วค่ะคุณขา

ทริปนี้สนุกมาก ถึงแม้ว่าเวลาจะน้อยก็เถอะ
ใครที่อยากเที่ยวใกล้กรุงเทพ ใช้เวลาแค่ 2 วัน 1 คืน เส้นทางปราจีนบุรี – นครนายก
ถือเป็นทางเลือกที่เด็ดดวงจริงๆ ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายไม่แพงด้วยนะคะเธอ ทริปนี้ เรามีกัน 6 คน
ค่าที่พัก อาหาร น้ำดื่มทุกมื้อ เฉลี่ยคนละ 1,160 บาทถ้วน ดี๊ดี!!

มาดามเม้าท์ขอจบการพาเที่ยวไว้ตรงนี้นะจ๊ะ
เจอกันใหม่ทริปหน้า

กราบ…